
ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการ สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เขียนบทความ “อินทรีปีกหักติดกับดักฮอร์มุซ ฉุดน้ำมันแพง? เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ชี้ให้เห็นว่า หากการเจรจาฯกับอิหร่าน ไม่จบลงอย่างที่สหรัฐอเมริกาต้องการ นับจากนี้ต่อไปจนสิ้นปีราคาน้ำมันดิบจะไม่ลดกลับไปต่ำกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนเบนซินและดีเซลก็ไม่น่าจะลงไปต่ำกว่า 95 และ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นเพราะวิกฤติครั้งนี้ แต่ยังมีพื้นฐานปัจจัยด้านการเงินการคลังที่ดีกว่าหลายๆประเทศ ในการรับมือกับปัญหา แม้การออกโครงการช่วยเหลือประชาชนเฉพาะกลุ่มเป็นหลักถือเป็นการเริ่มที่ถูกทาง แต่ก็ยังมีสิ่งสำคัญที่ต้องบริหารจัดการทั้งการกระตุ้นให้ภาคการผลิตสามารถเพิ่มผลผลิตและการส่งออก การดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ รักษาวินัยทางการคลังไม่ก่อหนี้จนเป็นภาระระยะยาว และปล่อยให้ราคาพลังงานยึดโยงกับกลไกตลาด ไม่ไปแทรกแซงจนเกิดภาวะบิดเบือน จนเกิดการกักตุนหรือนำไปสู่การขาดแคลน
นอกจากนี้ การที่ไทย มีความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับที่ดีและยาวนานกับทั้งสหรัฐอเมริกา อิสราเอล อิหร่าน และกลุ่มอาหรับอื่น ๆ คือ โอมาน กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย จึงควรกำหนดจุดยืนของไทยในเวทีโลกอย่างเหมาะสม ไม่สนับสนุนการรุกรานหรือก่อการร้ายไม่ว่าจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เน้นกลไกแก้ปัญหาผ่านเวทีสหประชาชาติและยึดกฎเกณฑ์ (Rules-based order) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่ง ดร.คุรุจิต เชื่อมั่นว่า ไทยเราก็น่าจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้

อ่านบทความฉบับเต็มได้ตามเนื้อหาข้างล่าง
เป็นเวลาสามเดือนกับหนึ่งสัปดาห์กว่านับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลก่อสงครามกับอิหร่าน (หรือนานกว่า 102 วันแล้ว) แต่ละวันที่ผ่านมาอุปทาน (supply) น้ำมันดิบหายไปจากตลาดโลก 20 ล้านบาร์เรล/วัน (ราว 20% ของการค้าน้ำมันดิบ) และก๊าซ LNG ขาดหายไปจากตลาดโลก 80 ล้านตัน/ปี (20% ของการค้า LNG) จนกลายเป็นวิกฤติพลังงานที่ทำเศรษฐกิจปั่นป่วนไปทั่วโลก แม้มีการหยุดยิงชั่วคราวเพื่อเจรจากันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมาตั้งแต่กลางเดือนเมษายน แต่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: SoH) เส้นทางลำเลียงสินค้าทางทะเลออกจากอ่าวเปอร์เซีย ก็ยังคงปิดอยู่ เรือสินค้าที่ผ่าน SoH มาได้น้อยลำก็มีข่าวว่าต้องมีการจ่าย ‘ค่าป่วยการ’ให้แก่กองทัพ IRGC ของอิหร่านนำทางออกมา
นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า หากแม้การเจรจาจะสำเร็จและเปิดช่องแคบ SoH ได้ในวันนี้ แต่กว่าเรือสินค้าจะสามารถผ่านเข้าหรือออกได้ตามปกติก็จะกินเวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน
นอกจากนั้น กำลังผลิตและสถานีส่งออก (export terminals) บางส่วนในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวตและบาห์เรน ได้ถูกโจมตีเสียหายไปแล้วโดยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน จึงไม่สามารถจะกลับมาผลิตเท่าเดิมได้ในทันที ทว่าคนส่วนใหญ่และนักวางแผนเศรษฐกิจทั่วโลก ไม่คุ้นชินกับการมีวิกฤติพลังงานที่ทอดเวลายาวนาน ตลาดราคาน้ำมันดิบ ดีเซล เบนซิน น้ำมันเครื่องบิน เริ่มมีราคาถูกลงบ้างเล็กน้อยหรืออ่อนตัวลงจากระดับราคาที่เคยแพงสุด (เมื่อปลายเดือนมีนาคม) เมื่อมีข่าวรั่วมาจากสื่อตะวันตกว่าประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ กำลังจะบรรลุข้อตกลงยุติสงครามถาวรกับฝ่ายอิหร่าน แต่ก็น่าจะเป็นแนวโน้มราคาที่เป็นภาพลวงตามากกว่าการดูที่ปัจจัยพื้นฐานเพราะภาพที่เป็นจริงในขณะนี้คือ การเจรจาไม่คืบหน้า ความเป็นต่อและอำนาจต่อรองของสหรัฐฯลดลง ขณะที่อิหร่านได้ใช้ท่าทีแข็งกร้าวและมีพลังต่อรองมากขึ้นจากการยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซไว้ แสนยานุภาพกองทัพอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเผด็จศึกเอาชนะอิหร่านได้ ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ก็ไม่กล้าเข้าใกล้อ่าวเปอร์เซียเพื่อคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมันเพราะกลัวการโจมตีจากอาวุธนำวิถีของอิหร่าน และสหรัฐฯ ก็ไม่กล้าส่งกำลังทางบกเข้าไปในอิหร่านเพื่อรบยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์เพราะเกรงการสูญเสียชีวิตทหาร
กลุ่มประเทศอาหรับเริ่มตระหนักว่าไม่สามารถพึ่งพาการปกป้องและคุ้มครองความมั่นคงปลอดภัยจากการให้อเมริกามาตั้งฐานทัพในประเทศของตนได้เลย ตรงกันข้ามกลับทำให้ประเทศและโครงสร้างพื้นฐานของตนถูกโจมตี
ณ วันที่เขียนบทความนี้ (10 มิ.ย.69) ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้น (เทียบจากระดับ ณ วันที่ 27 ก.พ.69 ก่อนสงคราม) 33.6% (@ 94.81 US$/Barrel) ราคาน้ำมันเบนซิน ULG95 ก็ปรับเพิ่มขึ้น 44.5% (@118.58 US$/Barrel) และราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 47.6% (@137.08 US$/Barrel)
ในความเห็นของผม การเจรจาฯ จะไม่บรรลุข้อตกลงได้ง่ายหรือรวดเร็วอย่างที่อเมริกาปรารถนา และในปี 2569 นี้ต่อไปจนสิ้นปี เราจะไม่เห็นราคาน้ำมันดิบลดกลับไปต่ำกว่า 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนเบนซินและดีเซลก็ไม่น่าจะลงไปต่ำกว่า 95 และ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตามลำดับ
สำหรับราคาขายปลีกในประเทศ ผู้บริโภคควรเตรียมใจที่จะเห็นราคาแก๊สโซฮอล 95 และดีเซลไม่ลงมาต่ำกว่า 38 -40 บาท/ลิตรไปอีก 2-3 เดือนจนอาจถึงสิ้นปี (เพราะถึงราคาตลาดโลกจะลงมาบ้าง ก็คงต้องมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อมาลดหนี้ที่ค้างสะสมอยู่กว่าหกหมื่นล้านบาท) ราคาก๊าซ LNG ในสองสามเดือนข้างหน้าก็มีแต่จะขยับสูงขึ้น จากความไม่สมดุลของอุปทานและอุปสงค์ในตลาดก๊าซธรรมชาติของโลกซึ่งจะส่งผลต่อค่า Ft ในอัตราค่าไฟฟ้า
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศกังวลต่อไป ก็คือวิกฤติราคาอาหารแพง (Food Crisis) ที่อาจจะเกิดในช่วงปลายปีจากการที่หลายๆ ประเทศที่ทำเกษตรกรรมขาดแคลนปุ๋ยซัลเฟตและยูเรียที่ส่งออกมาไม่ได้จากตะวันออกกลาง ทำให้ผลิตอาหารออกมาป้อนตลาดได้น้อยลงกว่าปกติ
อนึ่ง ภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังได้รับผลกระทบทางตรงอีกประการหนึ่งคือ อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน (Oil Refinery) ที่เคยพัฒนาเติบโตขึ้น จากความได้เปรียบที่มีวัตถุดิบราคาถูก ค่าการกลั่นที่ดี และการเป็นศูนย์กลางส่งออกพลังงานของโลก ทำให้ขยายตัวจนมีกำลังการกลั่นรวมกันในทุกประเทศ (ที่อยู่รอบอ่าวเปอร์เซีย) ประมาณ 10 ล้านบาร์เรล/วัน (จากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน บาห์เรน กาตาร์ คูเวตและอิรัก) แต่เมื่อเกิดสงครามขึ้น ต่างก็ต้องลดกำลังการกลั่นลงทันที เหลือเพียง 6.5 ล้านบาร์เรล/วัน สาเหตุเพราะมีน้ำมันดิบผลิตได้น้อยลงรวมทั้งเส้นทางส่งออกที่ถูกปิดกั้น จึงส่งผลซ้ำเติมให้ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันในตลาดขยับสูงไปอีกด้วย ความเสียหายเชิงโครงสร้างได้เกิดขึ้นจริงและจะยืดเยื้อ อันกระทบต่ออุปทาน/อุปสงค์และราคาของทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ปุ๋ยซัลเฟอร์ ยูเรียและแอมโมเนีย อะลูมิเนียม
วิกฤตินี้จึงเป็นบทเรียนให้ประเทศเหล่านี้ต้องกลับไปทบทวนแผนการลงทุนใหม่ในเรื่องของจำนวนถังเก็บและคลังน้ำมันที่ต้องวางไว้ในลักษณะกระจายตัวตามจุดยุทธศาสตร์ให้มากขึ้น และการวางท่อขนส่งน้ำมันเบี่ยงไปยังฝั่งทะเลแดงเพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้งการปรับกลยุทธ์ของบางประเทศในกลุ่มอาหรับที่เริ่มแสดงออกมาบ้างแล้ว เช่น การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ประกาศถอนตัวออกจากกลุ่มประเทศโอเปก (OPEC) อย่างกะทันหัน เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา อันน่าจะมาจากรอยร้าวทางความคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่ตรงกับซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น
เหตุผลที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านไม่คืบหน้าและยากลำบากที่จะบรรลุข้อตกลงยุติสงครามอย่างถาวรนั้น เท่าที่ผมสดับตรับฟังจากนักวิเคราะห์ข่าวในต่างประเทศ มาจากเป้าหมายกับการจัดลำดับเรื่องสำคัญ (priorities) ของทั้งสองฝ่ายที่แตกต่างกันมาก และยังมีอุปสรรคมาคอยขัดขวาง ที่ทำให้เจรจายากขึ้นอีกด้วย เป้าหมายของสหรัฐฯคือ ต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้มีการขนส่งลำเลียงสินค้าพลังงานได้เป็นปกติเหมือนเดิม และให้อิหร่านล้มเลิกแผนการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่อาจนำไปทำอาวุธนิวเคลียร์ได้ กับให้อิหร่านยกเลิกการสนับสนุนอาวุธแก่ขบวนการกลุ่มนักรบฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนกับกลุ่มฮามาสในปาเลสไตน์ ส่วนเรื่องอื่นๆขอเตะถ่วงยื้อไม่ตกลงไปเรื่อย ๆ เป้าหมายของอิหร่านคือ จะยอมเปิดช่องแคบ SoH ได้ก็ต่อเมื่อมีการหยุดยิงอย่างถาวรโดยให้สหประชาชาติมีมติรับรอง ต้องหยุดการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และถอนฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอาหรับที่ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซียออกไปให้หมดด้วย สหรัฐอเมริกายังจะต้องยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน และต้องถอนการอายัดทรัพย์สินของอิหร่านที่อยู่ในโลกตะวันตก และสหรัฐฯ ยังจะต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจากการที่เป็นฝ่ายรุกรานก่อนและเข่นฆ่าพลเรือนกับทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ให้แก่อิหร่าน หรือมิฉะนั้นอิหร่านก็จะบริหารจัดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นรายได้ของตนจากเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนเรื่องการจะมีอาวุธนิวเคลียร์หรือไม่อย่างไรนั้น จะเจรจากันเป็นขั้นที่สองหลังจากตกลงในประเด็นสำคัญ ๆ ข้างต้น ส่วนอุปสรรคที่ขัดขวางการเจรจา ได้แก่อิสราเอลที่ไม่ต้องการให้สหรัฐฯสงบศึก และประสงค์จะยืมมือสหรัฐฯ กำจัดอิทธิพลอิหร่านให้อ่อนด้อยจนไม่เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลอีกในอนาคต กับกลุ่มทุนชาวอเมริกันเชื้อสายยิวที่เป็นล็อบบี้ยิสต์รายใหญ่ที่คอยให้เงินสนับสนุนแก่พรรครีพับลิกันได้ต่อต้านการเจรจากับอิหร่านอย่างเต็มที่ ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลังเลที่จะตัดสินใจยอมยุติสงคราม แม้จะรู้ว่านโยบายของตนผิดพลาดและได้ทำให้ราคาพลังงานแพงทั้งในประเทศและทั่วโลก เดือดร้อนและสร้างความไม่พอใจให้กับชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจทำให้พรรคของตนพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาช่วงกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้
การเมืองภายในสหรัฐฯที่แสดงอาการแบ่งขั้วหนักขึ้น ระหว่างชาวอเมริกันกลุ่ม MAGA ที่สนับสนุนทุกอย่างที่ทรัมป์ทำ กับกลุ่มที่สะอิดสะเอียนและรับไม่ได้กับนโยบายและวาจาในที่สาธารณะของทรัมป์ เริ่มแสดงผลลบต่อประธานาธิบดีและพรรครีพับลิกันในหลายเหตุการณ์ ที่ส่งผลต่อการบริหารนโยบายและผลักดันกฎหมายสำคัญผ่านสภาคองเกรส ได้แก่
- ความขัดแย้งในการจัดงานเฉลิมฉลอง 250 ปีของการประกาศอิสรภาพและความเป็นประเทศของสหรัฐฯ ที่กำหนดจะมีขึ้นในนามของรัฐสภาในชื่อ America 250 ในวันชาติอเมริกันปีนี้ (4 ก.ค.69) แต่ถูกทรัมป์เนรมิตงานฉลองใหม่ขึ้นมาตัดหน้าในเดือนนี้ชื่อว่างาน Freedom250 นัยว่าเพื่อโปรโมตตนเองเป็นหลักแล้วยังใกล้กับวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 ปีของตนในวันที่ 14 มิ.ย.69 เสียอีกด้วย จึงทำให้ศิลปินนักแสดงหลายคนถอนตัวขอไม่ร่วมงานนี้
- ผู้พิพากษาศาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดีซี สั่งห้ามมิให้เปลี่ยนชื่อ Kennedy Center โดยเติมชื่อ Trump เข้าไปข้างหน้าตามการสั่งการของทำเนียบขาว โดยผู้พิพากษาเห็นว่าสภาคองเกรสเป็นผู้ตั้งชื่ออาคารนี้เป็นอนุสรณ์แก่อดีตประธานาธิบดี John F. Kennedy หากจะมีการเปลี่ยนชื่อต้องเป็นมติทางการของสภาฯ
- สภาคองเกรสผ่านกฎหมายงบประมาณReconciliation Bill โดยไม่มีงบค่าใช้จ่าย 2 รายการที่ทรัมป์ต้องการคือ งบสร้างห้องจัดงานพิธีใหญ่ (Ballroom) ในทำเนียบขาว กับงบกองทุนเยียวยา (anti-weaponization fund) ผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดีโดยรัฐ (ที่มุ่งจะไปจ่ายเงินให้กลุ่มคนที่เป็นฐานเสียงของทรัมป์)
- การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก หรือ FIFA World Cup 2026 ที่อเมริกาเป็นเจ้าภาพร่วมกับแคนาดาและเม็กซิโกอยู่ ณ ขณะนี้ ก็มีรายงานข่าวว่าบรรยากาศไม่คึกคักเพราะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาชมฟุตบอลโลกเฉพาะในสหรัฐฯ น้อยลงจากคาดการณ์มาก ยอดจองโรงแรมในเมืองที่มีสนามแข่งขันลดลง จำนวนผู้โดยสารสายการบินไปยังเมืองเหล่านี้ก็ลดลงด้วย เพราะมีข่าวด้านลบในเรื่องการกีดกันคนเชื้อชาติแอฟริกาหรือตะวันออกกลาง การเนรเทศคนเข้าเมืองผิดกฎหมายโดยการไปไล่จับถึงที่ทำงานโดยหน่วยตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น
ในฐานะที่ประเทศไทย ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นเพราะวิกฤตินี้ แต่ไทยเรายังมีพื้นฐานปัจจัยด้านการเงินการคลังที่ดีกว่าหลายๆประเทศ ในการรับมือกับปัญหา การออกโครงการช่วยเหลือประชาชนเฉพาะกลุ่มเป็นหลักถือเป็นการเริ่มที่ถูกทาง อย่างไรก็ดี ยังมีสิ่งสำคัญที่ต้องบริหารจัดการ ได้แก่ ภาครัฐควรกระตุ้นให้ภาคการผลิตสามารถเพิ่มผลผลิตและการส่งออก ดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ รักษาวินัยทางการคลังไม่ก่อหนี้จนเป็นภาระระยะยาว และปล่อยให้ราคาพลังงานยึดโยงกับกลไกตลาด ไม่ไปแทรกแซงให้เกิดภาวะบิดเบือน จนเกิดการกักตุนหรือนำไปสู่การขาดแคลน อนึ่ง ไทยเรามีความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับที่ดีและยาวนานกับทั้งสหรัฐอเมริกา อิสราเอล อิหร่าน และกลุ่มอาหรับอื่น ๆ คือ โอมาน กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย จึงควรใช้ความสัมพันธ์นั้นวางจุดยืนของไทยในเวทีโลกอย่างเหมาะสม ไม่สนับสนุนการรุกรานหรือก่อการร้ายไม่ว่าจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เน้นกลไกแก้ปัญหาผ่านเวทีสหประชาชาติและยึดกฎเกณฑ์ (Rules-based order) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เราก็น่าจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้
แหล่งที่มา Energy News Center







